เจาะลึก indicator ยอดฮิต ตอนที่ 1 "Moving Average"

Moving Average

Moving Average หรือ ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่  โดยค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ที่นักลงทุนส่วนใหญ่นิยมใช้มีด้วยกัน 2 แบบคือ Simple Moving Average (SMA) และ Exponential Moving Average (EMA)

มาดูกันหน่อยว่า เจ้า SMA และ EMA นั้นมันมาจากอะไร [ถ้าไม่สนใจสามารถข้ามไปอ่านการใช้งานได้เลยครับ]






จากภาพ จะเห็นว่า EMA 5 วัน (เส้นสีฟ้า) มีความว่องไวในต่อการเปลี่ยนแปลงของราคามากกว่า SMA 5 วัน (เส้นสีเหลือง) 

สังเกตจาก ความชันของ EMA เปลี่ยนแปลงเร็วกว่าของ SMA 











การใช้งาน : ปรับให้ราคาเรียบ (Smooth) และ ใช้บอกแนวโน้ม (Trend) ของตลาดในอดีตที่เกิดขึ้น แต่ไม่สามารถใช้คาดการณ์ทิศทางของราคาหุ้นได้เพราะ ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่นั้นต้องใช้ข้อมูลในอดีตในการสร้างนั่นเอง รวมถึงสามารถใช้บอกแนวรับแนวต้านของหุ้นและจุดซื้อ-ขายเบื้องต้นได้อีกด้วย

ความว่องไวของค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่
      ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ถ้ายิ่งใช้จำนวนวันที่มากขึ้น จะทำให้การเปลี่ยนแปลงของแนวโน้มนั้นช้าลงไปด้วย เช่น ความว่องไว EMA (5) > EMA (20) > EMA (50) เป็นต้น


ตัวอย่างในภาพ SET index 

ใช้เส้นค่าเฉลี่ย EMA 5, 20, 50 วัน สี เขียว, เหลือง, แดง ตามลำดับ จะเห็นได้ชัดว่า เมื่อดัชนีเคลื่อนไหว เส้นสีเขียว จะเกิดการเปลี่ยนแปลง ก่อน สีเหลือง โดย สีแดง นั้นจะเปลี่ยนแปลงช้าที่สุด 

เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะ ยิ่ง EMA มีจำนวนวัน (ข้อมูล) ที่ต้องใช้คำนวณมากเท่าใด ค่าเฉลี่ยที่ได้จะมีการเปลี่ยนแปลงได้ช้ากว่า 





สรุปใช้ค่าเฉลี่ยกี่วันดี


ค่าเฉลี่ยที่ใช้จำนวนข้อมูลน้อย (มักจะเป็นข้อมูลที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นาน นั่นเอง

เส้นค่าเฉลี่ยเร็ว

ข้อดี :  เส้น EMA ที่ใช้จำนวนวันน้อยนั้นก็คือ เห็นการเปลี่ยนแปลงของแนวโน้มได้รวดเร็ว

ข้อเสีย : หากช่วงนั้นตลาดผันผวนขึ้นๆ ลงๆ ความเร็วของค่าเฉลี่ยนี้จะเป็นข้อเสียคือทำให้เราหาจังหวะเข้าที่ผิดพลาด (เนื่องจากมันเปลี่ยนเร็วไป การขึ้นๆ ลงๆ ของตลาดนั้น บางทีจะเรียกว่า ตัวรบกวน หรือ Noise 

เส้นค่าเฉลี่ยช้า

ข้อดี :  เส้น EMA ที่ช้านั้นจะช่วยลด Noise ที่เกิดขึ้นทำให้ความผิดพลาดลดน้อยลง เพราะ เส้นที่ได้นั้นใช้ข้อมูลในการคำนวณมากกว่า ทำให้กำจัดความผันผวนออกไปได้

ข้อเสีย : เนื่องจากโดยปกติ ค่าเฉลี่ยนั้นจะมีความล่าช้าอยู่แล้วในตัว เพราะต้องใช้ข้อมูลในอดีตมาคำนวณ หาก EMA นั้นยังช้าด้วยแล้วหากนำมาใช้ในการหาจุดซื้อ-ขายนั้นจะทำให้เสียโอกาสในการทำกำไรได้

โดยทั่วไป ระยะเวลาที่นิยมใช้ จริงๆแล้วขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของนักลงทุนแต่ละคนมากกว่าว่าตนนั้น เทรดสั้น หรือ เทรดยาว แต่ถ้าจะให้แบ่งว่าขนาดไหน เรียกว่า ระยะยาว ขนาดไหนเรียกว่า ระยะสั้น เราสามารถแบ่งเป็น ระยะสั้น 5-20 วัน ระยะกลางจะเป็น 50 – 70 วัน และสุดท้าย ระยะยาว 100 – 200 วัน

การใช้ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่บอกแนวโน้ม ทำได้ด้วยกัน 2 วิธี คือ

1. ดูที่ Slope หรือ ความชัน ของเส้น MA ถ้า Slope เป็น + หรือชี้ขึ้นอย่างต่อเนื่อง และ ราคาวิ่งอยู่ด้านบนแสดงว่าเป็นแนวโน้มขาขึ้น ในทางกลับกัน ถ้า Slope เป็น หรือชี้ลงอย่างต่อเนื่อง และ ราคาวิ่งอยู่ใต้เส้นค่าเฉลี่ยแสดงว่าเป็นแนวโน้มขาลง






Zone A = แนวโน้มขาลง

Zone B = แนวโน้มขาขึ้น



เพิ่มเติม :  สำหรับการใช้ MA เส้นเดียวมาประยุกต์ในการซื้อขาย คือ ซื้อ เมื่อแท่งเทียนทะลุ MA ขึ้น และ ขาย เมื่อ แท่งเทียนหลุดเส้น MA ลง












2. ดูที่การตัดกัน (Crossover) ของเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 2 เส้นโดยใช้เส้นที่น้อย กับ เส้นที่มาก เช่น ใช้เส้น MA 5 วัน กับ MA 50 วัน (ระยะสั้น กับ ระยะกลาง) ถ้า เส้นระยะสั้นตัดเส้นระยะยาวขึ้น แปลว่า เป็นแนวโน้มขาขึ้น ในทางกลับกัน ถ้า เส้นระยะสั้นตัดเส้นระยะยาวลง แปลว่า เป็นขาลง นั่นเอง                                                                         

Zone A = ขาขึ้น  Zone B = ขาลง 


เพิ่มเติม : สำหรับการใช้ MA 2 เส้นมาประยุกต์ในการซื้อขาย คือ ซื้อ เมื่อ เส้นน้อย ตัด เส้นมาก 
ในทิศขึ้น และ ขาย เมื่อ เส้นน้อย ตัด เส้นมาก ในทิศลง 

การนำ MA มาใช้เป็นแนวรับ - แนวต้าน


แนวรับ คือ เมื่อราคาหุ้นปรับตัวลดลงในระดับหนึ่งจนเกิดแรงจูงใจให้นักลงทุนเข้า "ซื้อ" หุ้น ซึ่งตรงนี้จะทำให้มี อุปสงค์ > อุปทาน ส่งผลให้ราคาหุ้นนั้นปรับตัวสูงขึ้น และ ระดับราคาของหุ้นที่ต่ำสุดนั้น เราจะเรียกว่า "แนวรับ" (Support) นั่นเอง

แนวต้าน คือ เมื่อราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นในระดับหนึ่งจนเกิดแรงจูงใจให้นักลงทุน "ขาย" หุ้นออกมาซึ่งตรงจุดนี้จะทำให้มี อุปสงค์ < อุปทาน ส่งผลให้ราคาหุ้นนั้นปรับตัวลดลง และ ระดับราคาของหุ้นที่เพิ่มขึ้นสูงสุดนั้นเราจะเรียก "แนวต้าน" (Resistance) นั่นเอง

การนำ MA มาใช้เป็นแนวรับ – แนวต้านนั้น หลักๆ แบ่งได้ 2 แบบ คือ


1.    สำหรับแนวโน้มขาขึ้น MA จะทำหน้าที่เป็นแนวรับ 


2.   สำหรับแนวโน้มขาลง MA จะทำหน้าที่เป็นแนวต้าน


หมายเหตุ : สำหรับนักลงทุนท่านใดต้องการจะศึกษาเทคนิคและกลยุทธ์การเข้าซื้อตามแนวโน้ม (Trend Following) ให้มากขึ้น สามารถเข้าไปดูผลงานหนังสือของผมเพิ่มเติมได้ ที่นี่ครับ

พิเศษสำหรับสมาชิกทุกท่าน : สัมมนาหุ้นและอนุพันธุ์ ออนไลน์ กับ Investmentory  เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา ตลอด 24 ชั่วโมง สนใจคลิ๊กอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ที่นี่ครับ