เทคนิคการหาสัญญาณเข้าซื้อที่มีโอกาสชนะสูง

เคยไหม...อ่านหนังสือ Technical Analysis มาหลายต่อหลายเล่ม รู้จักสัญญาณเข้า มาตั้งหลายต่อหลายแบบ แถม indicator ก็จัดมาซะเต็มเหนี่ยว
แต่เวลาเกิดสัญญาณและเข้าซื้อตามทีไรเป็นต้องดอยทุกทีไป

ถ้าสิ่งที่ผมกล่าวมานี้ เกิดขึ้นกับท่านผู้อ่านอยู่ล่ะก็...ผมแนะนำให้ท่านอ่านบทความที่ผมเขียนขึ้นนี้ด่วนเลยครับ!!

ผมจะมาไขความลับของสัญญาณทางเทคนิค ที่เทรดเดอร์มือใหม่หลายต่อหลายคนยังไม่ทราบกันอย่างหมดเปลือกให้ทุกท่านได้ฟังกันครับ

อะไรคือสาเหตุที่สัญญาณต่าง ๆ จาก Indicator ไม่แม่นยำและไม่ได้ผล


ผมเชื่อว่าเทรดเดอร์มือใหม่ หลายต่อหลายท่าน ที่เคยศึกษาการเทรดด้วยการวิเคราะห์ทางเทคนิค (Technical Analysis) มาแล้วต้องพบกับปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้อย่างแน่นอน นั่นก็คือ ทำตามสัญญาณทุกอย่าง ที่ได้เรียนรู้มา แต่กลับต้องขายหมู ติดดอย อยู่ร่ำไป ดังตัวอย่างในภาพข้างล่าง

ตัวอย่างที่ 1 : ขายหมูตลอดทาง เสียค่า Commission โดยไม่จำเป็น!! 




ตัวอย่างที่ 2 : ขาดทุนยับจากการซื้อตามสัญญาณแล้วไม่รู้จะขายตรงไหน



อะไรที่ทำให้สัญญาณทางเทคนิคที่คุณศึกษามา ใช้ไม่ได้ผล คำตอบก็คือ คุณไม่สามารถมองเฉพาะ สัญญาณทางเทคนิคเพียงอย่างเดียวได้นั่นเองครับ!! พูดง่าย ๆ คือ คุณจะมาดูแค่ตัดขึ้นซื้อ ตัดลงขายแค่นั้นไม่ได้

High Probability Signal (เทคนิคการหาสัญญาณเข้าซื้อที่มีโอกาสชนะสูง)


จริง ๆ แล้ว การหาสัญญาณการเข้าซื้อ หรือ ที่เขาเรียกกันว่า Trade Setup เนี่ย มันหากันยากขนาดนั้นเลยจริงหรือ ต้องใช้ indicator เยอะแยะมากมายอย่างนั้นจริงหรือ ในการหาสัญญาณเข้าซื้อ ที่มีโอกาสชนะสูง (หรือจะเรียกว่า แม่นยำสูง ก็ได้) นั้น ผมบอกได้เลยครับว่า คุณต้องรู้อะไรที่มากกว่าการตัดขึ้นตัดลง
ของ indicator ทั่ว ๆ ไป แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ต้องจัด indicator มาซะเต็มเหนี่ยว จนล้นหน้าจอ หรือ ไปเสียเวลาตามหาระบบที่แม่นเวอร์ ถึง 100% เทรดไม่เคยพลาด ผมบอกได้เลยครับว่า ไม่จำเป็น!! แล้วอะไรล่ะ ที่เราต้องดูบ้าง ผมจะมาแฉห้ทุกท่านอย่างหมดเปลือกกันครับ

3 ตัวแปรสำคัญ (Factor) ที่คุณต้องรู้ก่อนตัดสินใจเข้าเทรด


หากคุณรู้ตัวแปรสำคัญว่าอะไรบ้างที่คุณต้องดู มันจะช่วยให้คุณรู้ว่า คุณต้องดูอะไรบ้างเวลาจะหาสัญญาณก่อนจะตัดสินใจเข้าเทรด ซึ่งจะทำให้คุณไม่ต้องมานั่งเสียเวลาดูกราฟนาน ๆ หรือ ดูการเคลื่อนไหวระหว่างวันที่วิ่งแบบสุ่ม (Random Walk) อีกต่อไป คุณจะมองในแนวโน้มและภาพที่กว้างขึ้นไปจากเดิม ทำให้คุณไม่เสียเวลาไปกับการมองในสิ่งที่ไม่จำเป็น รวมไปถึงยังช่วยเพิ่มโอกาสหรือความแม่นยำในการเทรดของคุณอีกด้วย ซึ่งได้แก่


  • แนวโน้ม (Trend: T) กล่าวคือ คุณต้องมองให้ออกก่อนว่า ตลาด หรือ หุ้น ตัวนั้นอยู่ในแนวโน้มไหน ซึ่งเป็นภาพกว้าง ทำไมเราถึงต้องสนใจแนวโน้ม หรือ Trend นั่นเป็นเพราะ ใน Trend จะมี Momentum แปลว่าถ้าวิ่งขึ้นจะขึ้นต่อ ถ้าวิ่งลงจะลงต่อ (ตามแนวโน้ม) ถ้าเราแยก Trend ออก เราก็มีชัยไปกว่าครึ่งแล้วครับ ดังคำกล่าวที่ว่า “The Trend is your friend” เชื่อเพื่อนเถอะครับ อย่าพยายามเล่นสวนแนวโน้ม เล่นสวน Momentum เลย ถ้าไม่ Pro จริง อย่าไปทำเลยครับ ทำของที่มันง่าย ๆ แต่ได้ตังค์ผมว่ามันดีกว่านะครับ


  • แนวรับ – แนวต้าน (Support/Resistance Levels: L) กล่าวคือ เมื่อคุณรู้แล้วว่า ตลาด หรือ หุ้น ที่คุณกำลังจะเข้าไปเทรด นั้นอยู่ในแนวโน้มไหน ลำดับถัดมาคุณต้องบอกให้ได้ว่า แนวรับ - แนวต้าน ที่มีนัยสำคัญนั้นอยู่ตรงไหน เพราะ ไม่ใช่ทุกจุด หรือ ทุกแนว ที่คุณต้องใส่ใจกับมัน หลายจุดหลายแนวที่อยู่บนกราฟของคุณนั้น มากกว่า 80% นั้นคุณไม่จำเป็นต้องให้ความสนใจเลย ซึ่ง แนวรับ – แนวต้าน นี้จะให้ภาพที่เล็กลงมา คือ เป็นภาพของบริเวณหรือแนวที่หากราคามากระทำกับแนวนี้ในอนาคต มันจะส่งผลให้คุณกระทำบางอย่าง เช่น ซื้อหุ้น หรือ ขายหุ้น รวมไปถึง การตัดขาดทุน เป็นต้น 


  • สัญญาณ (Signal: S) กล่าวคือ หลังจากคุณแยกได้แล้วว่า ตลาด หรือ หุ้น ที่คุณต้องการจะเข้าไปเทรดนั้น อยู่ในแนวโน้มไหน (ขาขึ้น หรือ ขาลง หรือ ไร้แนวโน้ม) และถัดมาสามารถบอกแนวรับ – แนวต้าน ที่มีนัยสำคัญซึ่งเป็นบริเวณที่คาดว่าจะเกิดสัญญาณขึ้นจากการดูกราฟได้แล้ว ขั้นถัดไปคือ การรอให้เกิดสัญญาณ (Waiting Signal) ขึ้น ซึ่งเป็นภาพที่เล็กที่สุด ที่จะบอกคุณว่าคุณสามารถเข้าเทรดได้หรือไม่ 

สรุป


ตัวแปรสำคัญ 3 ตัวแปรที่ผมอธิบายไปนั้น จำง่าย ๆ ว่า  T -  L -  S โดย T ย่อมาจาก Trend ซึ่งก็คือ แนวโน้ม L ย่อมากจาก Level ซึ่งก็คือ แนวรับ – แนวต้าน และสุดท้าย S ย่อมาจาก Signal ซึ่งก็คือ สัญญาณ นั่นเองครับ คราวนี้เวลาเปิดกราฟวิเคราะห์ทางเทคนิคก็รู้กันแล้วนะครับว่าต้องมองอะไรและปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้สัญญาณทางเทคนิคของคุณนั้นแม่นยำมากขึ้น

ท่องไว้ครับ T – L – S สิ่งที่ผมอยากจะบอกก็คือ การค้นหาจุดเข้าที่มีโอกาสชนะสูง หรือ ที่เรียกว่า High Probability Signal นั้น สัญญาณที่เกิด จะต้องมีตัวแปรเรื่อง แนวโน้ม, แนวรับ-แนวต้าน และ คุณภาพของตัวสัญญาณเอง รวมอยู่ในจุดนั้น ถ้าปัจจัยหรือตัวแปรทุกอย่างครบ ก็มีโอกาสสูงที่ Order นั้นของคุณจะให้ผลกำไรกับคุณครับ (ย้ำนะครับ ว่ามีโอกาสสูง ไม่ใช่ต้องถูกและแม่นเป๊ะ ๆ)

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ นักลงทุนและเทรดเดอร์ทุกท่าน ผมหวังว่าหลังจากที่ท่านอ่านบทความนี้จบแล้วจะสามารถเอาความรู้และเทคนิคนี้ไปใช้เพิ่มความแม่นยำในการเทรดกันได้นะครับ 

สำหรับบทความนี้สามารถสรุปคร่าว ๆ ได้ดังนี้

  • อะไรคือสาเหตุที่สัญญาณต่าง ๆ จาก Indicator ไม่แม่นยำและไม่ได้ผล
  • High Probability Signal (เทคนิคการหาสัญญาณเข้าซื้อที่มีโอกาสชนะสูง)
  • ตัวแปรสำคัญ (Factor) ที่คุณต้องรู้ก่อนตัดสินใจเข้าเทรด


สำหรับท่านที่สนใจหรืออยากเรียนรู้วิธีการเทรดที่มีโอกาสชนะสูง (High Probability Signal) ให้มากขึ้น ซึ่งผมจะอธิบายอย่างละเอียดไว้ใน Survival Trading Course ของผม ท่านสามารถเข้าไปดูข้อมูลเพิ่มเติมได้เลยครับ


นักลงทุนท่านใดต้องการจะศึกษาเทคนิคและกลยุทธ์การเข้าซื้อตามแนวโน้ม (Trend Following) ให้มากขึ้น สามารถเข้าไปดูผลงานหนังสือของผมเพิ่มเติมได้ ที่นี่ครับ


   


10 ความคิดเห็น:

  1. คำตอบ
    1. ยินดีครับ :)

      ขอบคุณที่ติดตามด้วยนะครับ

      ลบ
    2. ขอบคุณมาก ขายหมูไปเยอะแว้วว ติดดอยก็บ่อยครั้งเอาไปใช้งานได้ในชีวิตจริงแบบนี้ชอบมาก

      ลบ
  2. แทงใจดำผมเลยครับ จะจำบทความนี้ไปจนตายเลยครับ ขอบคุณที่เขียนอะไรดีๆให้ได้คิดครับ

    ตอบลบ
    คำตอบ
    1. ขนาดนั้นเลยหรอครับ ^__^
      หวังว่าคุณ somsakrit จะได้ประโยชน์จากบทความนี้ไปเต็ม ๆ นะครับ
      ขอบคุณที่ติดตามเช่นกันนะครับ

      ลบ
  3. ขอบพระคุณมากๆเลยครับ

    ตอบลบ
  4. ไม่ระบุชื่อ10 พฤศจิกายน 2557 17:14

    เยี่ยมครับ จะสมัครสมาชิกทำยังไงครับ

    ตอบลบ
  5. ไม่ระบุชื่อ19 กันยายน 2558 09:10

    Indy ทุกตัวคำนวณจากค่า High-Low-Open-Close-Volume เป็น Lag-Signal
    แสดงค่าปัจจุบันเทียบกับอดีต

    ตอบลบ
  6. ไม่ระบุชื่อ4 กุมภาพันธ์ 2559 12:51

    ขอบคุณครับ

    ตอบลบ
  7. หาซื้อหนังสือไม่ได้ ทำอย่างไรดีครับ

    ตอบลบ