แน่ใจหรือว่าขายหมูดีกว่าติดดอย!!

คุณแน่ใจแล้วหรือว่าการขายหมูนั้นตีกว่าการติดดอย!!?

เชื่อหรือไม่ว่าการขายหมูผิดวิธีก็อาจทำให้คุณเจ๊งได้ นักลงทุนมือใหม่หลายคนมักจะเข้าใจผิดมหันต์ว่าการขายหมูนั้นไม่มีทางทำให้เจ๊งหุ้นได้

แต่รู้ไหมครับว่า "คำกล่าวนั้นผิดโดยสิ้นเชิง" บทความนี้จะมาไขความลับให้ทุกท่านได้ทราบว่า จริง ๆ แล้วการขายหมูก็ทำให้คุณเจ๊งได้ และ จะมาบอกเทคนิคการขายหมูอย่างมีชั้นเชิงให้กับนักลงทุนทุกท่านได้ทราบกันครับ

ขายหมูแบบไหนที่ทำให้เจ๊งหุ้นได้


นักลงทุนและเทรดเดอร์มือใหม่หลายคนมักเข้าใจผิดว่า "การขายหมูนั้นดีกว่าติดดอย" เพราะ การขายหมู คือ การขายเมื่อคุณมีกำไร (เล็กน้อย) แต่หุ้นที่ขายไปนั้นยังคงวิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง คำกล่าวนี้จะเป็นจริงครับ ถ้าคุณเทรดหุ้นเพียงครั้งเดียว เพราะ สุดท้ายแล้วพอร์ตของคุณจะกลับมาเป็นกำไร (จากการขายหมู) แต่ทว่าในทฤษฎีกับความเป็นจริงมันต่างกันโดยสิ้นเชิงน่ะสิครับ เพราะความจริงคุณไม่ได้เทรดหุ้นเพียงครั้งเดียว แต่เป็นการเทรดหลาย ๆ ครั้ง และแน่นอน หุ้นทุกตัวที่คุณซื้อไม่ได้ขึ้นทุกตัวแน่ ดังนั้นภาพที่มักจะเกิดขึ้นกับนักลงทุนและเทรดเดอร์มือใหม่ ก็คือ "เก็บหุ้นที่ขาดทุนหนัก ๆ ไว้ และ ขายหุ้นที่กำไรเล็ก ๆ ออกไป" 

"ความคิดที่ว่าขายหมูดีกว่าติดดอยนั้นผิดมหันต์ หากคุณเทรดหุ้นในระยะยาวสุดท้ายแล้วคุณจะเจ๊งจนต้องออกจากตลาดไปในที่สุด"

นักลงทุนมือใหม่มักจะทนถือขาดทุนได้นาน ในขณะที่ได้กำไรจะรีบขาย


ข้อพิสูจน์ของการขายหมูแบบผิด ๆ ที่จะทำให้คุณเจ๊งในที่สุด!!


นักลงทุนและเทรดเดอร์มือใหม่มีความคิดว่า


                  "กำไรสัก 5%-10% ก็ขาย เก็บกินกำไรเล็ก ๆ แค่นี้ก็พอแล้ว"
"ถ้าเข้าหุ้นแล้วผิดทางตั้ง Stop Loss ที่ 10% และตั้งเป้ากำไรไว้ที่ 5%" 

เชื่อหรือไม่ว่าทัศนคติแบบนั้นจะทำให้คุณเจ๊งจนต้องออกจากตลาดไป ลองพิจารณาตารางบันทึกการเทรดที่ใช้หลักการหรือทัศนคติการเทรดแบบนั้นกันดูครับ

นาย ก. ผู้ฝันอยากจะเป็นเทรดเดอร์ มีทัศคติว่า "ตลาดหุ้นเป็นตลาดที่เสี่ยง จึงตั้งเป้าที่จะทำกำไรให้เร็วที่สุดคือที่ 5% แล้วจะขาย และหากเทรดผิดทางจะ Stop Loss ที่ 10% " 

ตารางบันทึกการเทรด (Trading Journal) ของนาย ก. 


จะเห็นว่า นาย ก. เทรดทั้งหมด 10 ครั้ง ชนะ 6 ครั้ง แพ้ 4 ครั้ง สำหรับเทรดเดอร์มือใหม่อย่าง นาย ก. นั้นถือว่าความแม่นยำของกลยุทธ์นั้นดีทีเดียว คืออยู่ที่ 60% แต่ผลตอบแทนรวมเท่ากับ -10%!! ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ทั้ง ๆ ที่ นาย ก. ก็เทรดแม่นกว่าเทรดเดอร์มือใหม่คนอื่น ๆ นั่นเป็นเพราะ นักลงทุนและเทรดเดอร์มือใหม่มักจะให้ความสนใจที่ "ความแม่นยำของกลยุทธ์" หรือ Accuracy มากกว่า "ผลตอบแทนต่อความเสี่ยง" หรือ Risk:Reward นั่นเอง

มีค่าทางสถิติหนึ่งที่ช่วยพิสูจน์ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกลยุทธ์ของ นาย ก. นี้
ค่าทางสถิตินั้นก็คือ "Expectancy" เป็นค่าที่บอกความน่าจะเป็นของกลยุทธ์หรือระบบที่เทรดเดอร์ใช้เทรดหุ้นว่าในระยะยาวนั้นกลยุทธ์ของเราจะทำให้เรารวยขึ้นหรือเจ๊งจนหมดตัว 

สูตรการของ Expectancy นั้นง่ายมาก คือ Expectancy = (Risk:Reward x %win) - % Lose 

ตัวอย่างการคำนวณ Expectancy กลยุทธ์ของ นาย ก. 

Expectancy = (0.5 x 60%) - 40% = - 10%

หมายเหตุ : สามารถศึกษาเรื่อง Expectancy เพิ่มเติมได้ที่ Free E-Book Survival Trader

การตีความ Expectancy นั้นง่ายมาก หากกลยุทธ์ที่คำนวณแล้วได้ค่าติดลบ นั่นแปลว่า กลยุทธ์นี้มีโอกาสที่เทรดไปนาน ๆ แล้วจะทำให้ขาดทุนจนหมดตัว!! แต่หากกลยุทธ์นั้นได้ค่าเป็นบวกนั่นแปลว่า กลยุทธ์นั้นเทรดไปนาน ๆ จะสร้างกำไรให้กับคุณในระยะยาวนั่นเอง

"จากตัวอย่างนั้นเป็นตัวอย่างที่ นาย ก. เทรดอย่างมีวินัย และ ศึกษามาพอสมควร แต่ในความเป็นจริง นักลงทุนและเทรดเดอร์มือใหม่ มักจะไม่ทำตามวินัย อย่างเช่น การ Stop Loss หรือ แม้กระทั่งกลยุทธ์ที่ใช้มีความแม่นยำต่ำมาก ๆ ยิ่งเป็นตัวเร่งให้เจ๊งได้เร็วมากขึ้น"

เทคนิคการขายหมูอย่างไรให้รวย


มาถึงตรงนี้นักลงทุนทุกท่านคงพอจะมองภาพออกแล้วใช่ไหมครับว่าทำไมผมถึงบอกว่าการขายหมูผิดวิธีถึงทำให้เราเจ๊งได้ นั่นก็เพราะ เวลาเราเทรดจริง เราไม่ได้เทรดเพียงครั้งเดียว และหุ้นที่เราเทรดก็ไม่ได้จะขึ้นทุกตัว ยิ่งถ้าเป็นมือใหม่ด้วยแล้วยิ่งเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเทรดได้แม่นยำมาก ๆ (ขนาดเทรดเดอร์มืออาชีพความแม่นยำในระยะยาวยังอยู่ที่ 50:50 เลยครับ ใช่ครับอ่านไม่ผิด 50:50 จริง ๆ ครับ) ด้วยเหตุนี้จึงทำให้นักลงทุนและเทรดเดอร์มือใหม่กว่า 90% ต้องออกจากตลาดไปตั้งแต่ปีแรกที่เข้าสู่ตลาด

หลักการในการขายหมูให้รวยนั้นง่ายมากครับ สิ่งที่คุณต้องให้ความสนใจก็คือ ผลตอบแทนต่อความเสี่ยง ในแต่ละครั้งที่คุณเทรดนั่นเอง พูดง่าย ๆ ก็คือ แทนที่คุณจะตั้งเป้ากำไรที่ 5% และ Stop Loss ที่ 10% (Risk:Reward = 0.5) แบบ นาย ก. ก็ให้คุณสลับกัน คือ ตั้งเป้ากำไรที่ 10% และ Stop Loss ที่ 5% (Risk:Reward = 2) เป็นต้น

ตัวอย่างตารางการเทรดที่ให้ผลตอบแทนระยะยาว


Expectancy = (2 x 60%) - 40% = 80%


"การที่คุณจะทำกำไรในระยะยาวได้นั้นคุณต้องให้ความสนใจกับ ผลตอบแทนต่อความเสี่ยง (Risk:Reward) มากกว่า ความแม่นยำ (Accuracy) ของกลยุทธ์และควรรักษาระดับ ผลตอบแทนต่อความเสี่ยงในแต่ละครั้งที่เทรดให้มากกว่า 2 เสมอ"

 สรุป


บทความ "แน่ใจหรือว่าขายหมูดีกว่าติดดอย!!" ตั้งใจจะสื่อให้เห็นว่า แค่การขายหมู หรือ การหลุดดอยธรรมดานั้นไม่ทำให้คุณทำกำไรในหุ้นได้ พูดง่าย ๆ ก็คือ ขายหมูผิดวิธีก็ไม่ได้ดีไปกว่าการติดดอยสักเท่าไร เพราะสุดท้ายแล้วมันจะทำให้คุณเจ๊งจนต้องออกจากตลาดไปในที่สุด (แค่ยื้อเวลาเท่านั้น)  สิ่งสำคัญก็คือ ทัศนคติในการลงทุนหรือการเทรดหุ้น (Trading Mindset) นั้นจะเป็นตัวกำหนดกลยุทธ์และการกระทำของคุณในตลาด (Take Action) หากทัศนคติในการลงทุนของคุณผิดก็จะส่งผลต่อกลยุทธ์ของคุณ หากคุณให้ความสนใจกับสิ่งที่ไม่ถูกต้องตั้งแต่แรกเป็นไปได้ยากที่คุณจะทำกำไรในตลาดหุ้นได้ในระยะยาวครับ บทความนี้หากสรุปคร่าว ๆ ผมได้พูดถึง

  • ขายหมูแบบไหนที่ทำให้เจ๊งหุ้นได้
  • ข้อพิสูจน์ของการขายหมูแบบผิด ๆ ที่จะทำให้คุณเจ๊งในที่สุด!!
  • เทคนิคการขายหมูอย่างไรให้รวย

พิเศษสำหรับสมาชิกทุกท่าน : คอร์สหุ้นของ Investmentory สำหรับท่านที่สนใจเทคนิคการทำกำไรในหุ้นอย่างยั่งยืน เรียนรู้เทคนิคการซื้อขายที่ให้ผลตอบแทนต่อความเสี่ยงที่สูง และเทคนิคการจำกัดความเสี่ยงเพื่อมุ่งสู่เทรดเดอร์มืออาชีพ รายละเอียดเพิ่มเติม คลิ๊กที่นี่ครับ


นักลงทุนท่านใดต้องการจะศึกษาเทคนิคและกลยุทธ์การเข้าซื้อตามแนวโน้ม (Trend Following) ให้มากขึ้น สามารถเข้าไปดูผลงานหนังสือของผมเพิ่มเติมได้ ที่นี่ครับ



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น