บทสัมภาษณ์ผู้เขียน


ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ผมได้รับการติดต่อจากทีมงานรายการ "เม่าปีกเหล็ก"  เพื่อแบ่งปันประสบการณ์และมุมมองในการเอาตัวรอดจากตลาดหุ้นของผม โดยในโครงการเม่าปีกเหล็ก Project I จะคัดเลือกจากผู้ที่ส่งประว้ติการลงทุนไปยังรายการด้วยกันทั้งหมด 10 คน ซึ่งผมได้รับคัดเลือกเป็นคนที่ 3  ของโครงการ โดยมุมมองของผมจากเม่าธรรมดา ๆ คนนึงที่พลิกมาเป็นเม่าปีกเหล็กได้จะเป็นอย่างไรนั้น ไปดูกันเลยครับ


หมายเหตุ : บทสัมภาษณ์ดังกล่าวผมคัดลอกมาจากหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจฉบับวันอาทิตย์ที่ 9 มีนาคม 2557 เนื่องจากทางทีมงานแจ้งว่าเทปของผมมีปัญหา จึงไม่มีใน Youtube Channel โดยผมได้เพิ่มเติมเนื้อหาที่ตกหล่นเข้าไปเล็กน้อยครับ


เทรดเดอร์หนุ่มเจ้าของฉายา "Survival Trader"


อายุน้อยไม่ใช่อุปสรรคต่อการเป็นนักลงทุน นิสิตหนุ่มวัย 24 ปี คีตสังโยชน์ วงษ์ขุนเณร” พิสูจน์แล้วว่า การลงมือปฏิบัติโดยเรียนรู้จากข้อผิดพลาดของตัวเองคือวิธีที่จะทำให้อยู่รอดได้ในตลาดหุ้น หนุ่มวัย 24 ปีเล่าให้ฟังว่า ตอนนี้กำลังศึกษาเล่าเรียนอยู่ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะวิทยาศาสตร์เคมี เริ่มสนใจการลงทุนเพราะรู้ว่าตัวเองมีปัญหาด้านสุขภาพ จึงจำเป็นต้องหารายได้เสริมทางอื่น วันหนึ่งมีโอกาสได้เข้าร้านหนังสือ เจอหนังสือ เล่นหุ้นออนไลน์ไม่ยาก เลยลองหยิบมาอ่านดู อ่านไปสักพักก็พบว่า ทางนี้แหละใช่เลย โดยตอนนั้นกำลังเรียนอยู่ชั้นปีที่ 

ตอนนั้นคิดแค่ว่า ไม่ต้องทำอะไรเหนื่อย สามารถทำงานที่บ้านได้ เทรดหุ้นทางคอมพิวเตอร์ได้ เลยเป็นประตูเข้ามาสู่เส้นทางการลงทุน จากนั้นก็เริ่มหาหนังสือการลงทุนอื่น ๆ มาอ่าน แรก ๆ จำได้ว่าเทรดครั้งแรกได้กำไรครับ พอหลัง ๆ เริ่มมีขาดทุนมั่งกำไรมั่ง หลัง ๆ ชักเริ่มขาดทุนมากกว่ากำไร

โดยเงินลงทุนก้อนแรกของเขามาจากการทุบกระปุกเงินเก็บของตัวเองมาลงทุน พอเริ่มเล่นไปได้สักพักหนึ่งคุณลุงคุณป้าก็เข้าสมทบเพิ่มอีก ซึ่งถือว่าเงินลงทุนเริ่มต้นแค่หลักหมื่นต้น ๆ แนวทางการลงทุนในตอนแรกเริ่มต้นจากการศึกษาปัจจัยพื้นฐาน (แนวการลงทุนแบบ VI) เพราะได้รับแรงบันดาลใจจาก "หนังสือตีแตก" ของอาจารย์นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ...พออ่านจบมั่นใจในตัวเองว่าแนวทางดังกล่าวจะช่วยให้ประสบความสำเร็จได้อย่างแน่นอน ก็เริ่มศึกษางบการเงิน วัดมูลค่าหุ้นด้วยวิธีต่าง ๆ แต่พอเริ่มศึกษาไปเรื่อย ๆ เริ่มคิดว่าไม่ใช่แนวของตัวเอง เพราะ สังเกตว่าเลือกหุ้นพื้นฐานดีมาแล้ว แต่ทำไมซื้อแล้วมันลง แถมเป็นวัยรุ่นใจร้อนครับ ก็เลยหันไปศึกษาเทคนิคอลอย่างจริงจัง สาเหตุที่คิดว่าแนวทางแบบเทคนิคอลเหมาะสมกับตัวเองนั้น เพราะว่า ไม่สามารถเฝ้าดูหุ้นได้ทั้งวัน เนื่องจากต้องเรียนหนังสือ จึงต้องหาวิธีที่จะช่วยให้เราซื้อขายได้อย่างเป็นระบบ ซึ่งก็คือ การใช้กราฟเทคนิค ส่วนตัวใช้เวลาหลังเลิกเรียนเปิดดูกราฟช่วงประมาณ โมงเย็น หรือ ช่วงที่ตลาดหุ้นกำลังจะปิด ส่วนใหญ่ผมจะตัดสินใจเข้าซื้อขายตอนช่วงเวลานั้น โดยที่ไม่ต้องเฝ้ากระดานทั้งวันเลยครับ

ตอนแรก ๆ ผมยังสับสนเรื่องของกราฟเทคนิคและปัจจัยพื้นฐาน คือนำค่า P/E ไปใช้ในการพิจารณาด้วย บางครั้งสัญญาณทางเทคนิคบอกว่าซื้อได้แล้ว แต่ P/E บอกว่าแพงอยู่ ก็ไม่ซื้อ สุดท้ายหุ้นก็วิ่งขึ้น จากนั้นจึงเข้าไปซื้อ แต่หุ้นก็กลับวิ่งลงแทน เรียกได้ว่าตอนนั้นมั่วมาก ๆ เป็นแบบนั้นอยู่พักใหญ่ ๆ ทีเดียว นอกจากนั้นยังใส่เครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคต่าง ๆ เต็มไปหมด คือ กังวลว่าจะตกหล่นตรงนั้นตรงนี้ สุดท้ายทำให้สับสนในตัวเอง บางครั้งสัญญาณขัดแย้งกันเองบ้าง ผลตอบแทนที่ได้ตอนนั้นก็กำไรขาดทุนสลับ ๆ กันไป 
จนมาถึงเหตุการณ์ที่ขาดทุนหนักสุด ประมาณปลายปี 2554 ตอนนั้นหุ้นสื่อสารตัวหนึ่งประกาศจ่ายปันผลอัตราที่สูงมากประมาณ 16 บาทต่อหุ้น เริ่มไม่เชื่อสายตาตัวเองเลยโทรไปถามโบรกเกอร์ว่าเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า ทำไมหุ้นพุ่งไปขนาดนั้น ซึ่งคำนวณแล้วพบว่าได้ผลตอบแทนสูงมากเลยซื้อเข้าไปเต็มพอร์ตด้วยความโลภ พอหุ้นขึ้น XD ปรากฏว่าราคาหุ้นตกลงไปมากกว่าปันผลที่ได้มาอีก เพราะ ต้นทุนที่สูงขึ้นจากการซื้อครั้งที่ 2 จากพอร์ตที่กำไรอยู่มากกว่า 20% พลิกกลับมาขาดทุนในวันเดียว 

ผมเริ่มคิดในใจ ไหนว่าศึกษามาดีแล้ว อ่านมาก็เยอะแล้วทำไมยังเข้าไปลงทุนทั้ง ๆ ที่มันมีความเสี่ยง ที่นี้เริ่มมีแนวคิดแล้วครับว่า ไม่เป็นไรไม่ขายไม่ขาดทุน จากนั้นหุ้นมันก็เริ่มลงแล้วลงต่อ ติดหุ้นอยู่เกือบเดือนเริ่มทนไม่ไหวตัดสินใจขาย ยอมขาดทุนไป

เขาได้บทเรียนจากการลงทุนครั้งนั้นว่าเวลาจะซื้อหุ้นหรือมีประกาศปันผลต้องศึกษาให้ดีก่อน เห็นสัญญาณทางเทคนิคอะไรก็ต้องดูให้ดี ก่อนที่จะรีบร้อนตัดสินใจซื้อ หลังจากขาดทุนครั้งนั้นเขาก็เริ่มศึกษาให้มากขึ้น คราวนี้ลองศึกษาหนังสือหุ้นของต่างประเทศดูบ้าง จึงพบว่า ที่ผ่านมาเข้าใจผิดไปหมด เพียงแค่ใส่สัญญาณทางเทคนิคไม่กี่ตัวก็สามารถทำกำไรได้แล้ว เช่น แค่กราฟแท่งเทียนกับวอลุ่ม บางทีเส้นค่าเฉลี่ยเส้นเดียว ตั้งแต่นั้นมาก็เอาพวก Indicator ออกหมด พยายามใช้วิธีการเทรดให้เรียบง่ายที่สุด

จากนั้นผมจะดูแนวโน้มตามสไตล์ Trend Following ผมจะเลือกหุ้นจาก Watch List โดยพิจารณาจากพื้นฐานกิจการก่อน เช่น งบการเงิน ส่วนมากจะเล่นหุ้นขนาดเล็กขนาดกลาง จากนั้นก็มาสแกนหาหุ้นว่าสัญญาณเทคนิคเข้าตามที่เรากำหนดไว้หรือยัง ถ้าหุ้นตัวไหนไม่เข้าตามเกณฑ์ที่วางไว้จะไม่ลงทุนเพราะมีประสบการณ์มาแล้วจากการที่ไม่ทำตามวินัย 

คีตสังโยชน์ เล่าด้วยว่า ถ้าหากการลงทุนไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้จะต้องมีการ Stop Loss ทุกครั้งเพื่อการจำกัดความเสี่ยงไม่ให้พอร์ตเสียหายมากเกินไป โดยตั้งแต่เปลี่ยนแนวคิดการลงทุนมาใช้เครื่องมือให้น้อยลงและมีระเบียบวินัยมากขึ้น ผลตอบแทนที่ได้ก็ดีขึ้นอย่างผิดหูผิดตา ตอนนี้จึงเริ่มหันไปลงทุนในเครื่องมือทางการเงินอื่น ๆ นอกจากหุ้นมากขึ้น เช่นพวกตลาดล่วงหน้า อย่าง TFEX รวมถึง FOREX ด้วย

เขาให้คำแนะนำสำหรับผู้ที่สนใจจะเข้ามาเป็นนักลงทุนมือใหม่ในตลาดหุ้นไว้ว่า อย่าเพิ่งมองไปที่ผลตอบแทนระยะสั้น เพราะถึงอย่างไรตลาดหุ้นก็ยังอยู่กับเราไปอีกนานไม่จำเป็นต้องรีบร้อน แต่ให้มองไปที่ความเสี่ยงมากกว่า คือ ทำอย่างไรก็ได้ไม่ให้เจ๊งไปก่อน จนต้องออกจากตลาดหุ้น กล่าวคือ ต้องรู้จักที่จะเอาตัวรอดให้ได้ก่อนจากนั้นค่อยคิดว่าจะทำอย่างไรที่จะให้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้น และนั่นจึงเป็นที่มาของคำว่า "Survival Trader"

แม้เราจะอ่านมาเยอะแค่ไหน แต่ไม่สำคัญเท่ากับลงมือปฏิบัติจริง ต้องลองผิดลองถูกก่อน สิ่งสำคัญคือเราต้องรักสิ่งที่เราทำ ต้องดูแลเอาใจใส่กับสิ่งที่เราทำ เป็นไปไม่ได้ที่เราจะไม่เอาใจใส่อะไรเลยแล้วอยู่ ๆ มันจะให้ผลตอบแทนหรือให้ความสำเร็จกับเราได้ และเมื่อเรารัก เราก็ต้องลงมือในทำสิ่งที่เรารักด้วย แม้ว่าเราจะลงทุนผิดพลาดไปบ้าง เราก็อย่าไปท้อ ต้องเอาสิ่งที่ผิดพลาดมาเป็นบทเรียน เรียนรู้และปรับปรุงแก้ไขมันให้ดียิ่งขึ้น

บทสรุปของการเป็นนักลงทุน คีตสังโยชน์ เล่าว่าในอนาคตตั้งใจที่จะเป็นนักลงทุนอิสระเต็มตัวจากก้าวแรกของการเป็นนักลงทุนตอนนี้ก็สามปีเต็มแล้ว เป็นช่วงเวลาที่ได้อะไรมาเยอะแยะมากมาย ทำให้มองโลกแบบเปลี่ยนทัศนคติครับ จากเดิมที่เรียนหนังสืออย่างเดียว พอเข้ามาลงทุนในหุ้น เริ่มมองโลกแบบเปิดกว้างมากขึ้น

ปัจจุบันนี้เขาเริ่มเขียนแนะนำการลงทุนในแฟนเพจ พยายามเน้นทำความเข้าใจเรื่องหุ้นให้ง่ายขึ้น แต่สังเกตว่าคนส่วนใหญ่ที่เข้ามาถามจะสนใจแต่ว่า จะลงทุนในหุ้นอะไรดีให้ได้ผลตอบแทนเร็ว ๆ ความจริงแล้วควรจะถามว่า จะลงทุนอย่างไรให้ถูกต้องมากกว่า และจะต้องกลับไปศึกษาเพิ่มเติมหรือแก้ไขข้อผิดพลาดด้วยตัวเอง

ต้องพัฒนาฝีมือก่อนเป็นอันดับแรก ปรับเปลี่ยนทัศนคติก่อนว่าเรารับได้ไหมกับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น เครื่องมือการลงทุนต่าง ๆ มันบอกไม่ได้ว่าเราจะได้ผลตอบแทนแน่นอน เพรา ฉะนั้นก็ต้องมีการประเมินความเสี่ยงไว้ก่อน ว่ารับความเสี่ยงได้เท่าไร ต้องใช้เงินเท่าไหร่ในการซื้อหุ้น คุณต้องคิดไว้ล่วงหน้าทั้งหมดก่อนที่คุณจะตัดสินใจซื้อหุ้นทุกครั้ง"

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น